โดย: Tonvet

ชีวิตสุดอาภัพ!! 8 โรคร้ายที่หมาข้างถนนต้องเผชิญ (ตอนที่2)

ตามกันต่อกับชีวิตหมาที่ไม่มีบ้านไม่มีเจ้าของสุดน่าสงสาร ต้องเสี่ยงเผชิญโรคร้ายมากมายอะไรอีกบ้าง

17 มิถุนายน 2558 · ชอบ  (0) · แสดงความคิดเห็น (0) · อ่าน (6,514)
2,178

SHARES


2,178 shares

Dogilike.com :: ชีวิตสุดอาภัพ!! 8 โรคร้ายที่หมาข้างถนนต้องเผชิญ (ตอนที่2)

    
     เคยได้ยินคนพูดว่า โรคภัยไข้เจ็บมักไม่เลือกใคร เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจนหรือรวยล้นฟ้า ก็ไม่มีทางหนีพ้น แต่ต่างกันก็ตรงที่ คนที่มีฐานะดี มีเงินทองหรือมีอำนาจ ย่อมมีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่ดีกว่า สุนัขที่มีเจ้าของก็ย่อมได้รับการรักษาที่ดีกว่าสุนัขจรจัดที่ไม่มีเจ้าของเช่นกัน
 เกิดมาเป็นหมาไม่มีบ้านไม่มีเจ้าของก็ว่ารันทดแล้ว แต่สิ่งที่โหดร้ายกว่านั้นก็คือ โรคร้ายต่าง ๆ ที่ต้องเผชิญ

     บทความตอนที่แล้ว (สามารถกลับไปดูบทความตอนที่แล้วได้ ที่นี่ ครับ) มุมหมอหมา ได้พาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกับโรคพยาธิในเม็ดเลือด โรคพยาธิหนอนหัวใจ โรคมดลูกอักเสบเป็นหนอง และโรคไข้หัดสุนัขกันไปแล้ว เพื่อน ๆ คงจะเห็นไปแล้วว่า สุนัขจรจัดนั้นมีความเสี่ยงกับโรคต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง บทความความตอนนี้ เรามาดูกันต่อกับอีก 4 โรคที่เหลือกันครับว่า จะมีโรคร้ายอะไรอีกบ้างที่หมาข้างถนนจะต้องเผชิญ


1 โรคไวรัสลำไส้อักเสบติดต่อ

 
 
     โรคไวรัสลำไส้อักเสบติดต่อ เป็นโรคที่คร่าชีวิตสุนัขมานักต่อนักแล้วนะครับ อย่าว่าแต่สุนัขจรจัดเลย สุนัขบ้านที่มีคนเลี้ยงดูแลอย่างดี ก็มีหลายตัวต้องมาจบชีวิตเพราะโรคนี้เช่นกัน โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะ Canine Parvovirus type 2 (CPV-2) และ Coronavirus (CV) โดยรับเชื้อไวรัสผ่านทางอุจจาระและอาเจียนของสุนัขที่ป่วย เข้าปากสุนัขอีกตัวที่ไปเลียตามพื้นหรืออยู่อาศัยในบริเวณที่มีเชื้อปนเปื้อน แถมเจ้าตัวเชื้อ CPV นี้ก็ดันมีความทนทานมาก สามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานมากกว่า 5 เดือนเลยทีเดียว  สุนัขจรจัดข้างถนนที่อยู่รวมกันจำนวนมาก มีพยาธิในลำไส้ มีความเครียด ภูมิคุ้มกันต่ำ ขาดวัคซีนป้องกันโรคนี้ ไม่เคยได้รับการฉีดป้องกัน โดยเฉพาะในลูกสุนัข แล้วอย่างนี้จะเหลือหรือครับ
 

Dogilike.com :: ชีวิตสุดอาภัพ!! 8 โรคร้ายที่หมาข้างถนนต้องเผชิญ (ตอนที่2)

    
     ซึ่งน้องหมาป่วยจะแสดงอาการป่วยภายใน 3-10 วันหลังจากได้รับเชื้อ ส่วนใหญ่อาการจะเริ่มจากซึม เบื่ออาหาร อาจมีไข้ ตามมาด้วยอาเจียน ท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำสีดำ (melena) ไปจนถ่ายเป็นเลือด มีกลิ่นคาว (กลิ่นของเลือดที่หมักหมมในอุจาระ) ร่างกายจะสูญเสียน้ำ อิเล็กโทรไลด์ และพลาสม่าโปรตีนไปมาก อาจทำให้ช็อก และเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษา นอกจากนี้ผนังลำไส้ที่ถูกทำลาย จะทำให้น้องหมาเจ็บปวดท้อง ร้องคราง จนตัวสั่นงอ เจ็บปวดเมื่อเราแตะและสัมผัสบริเวณท้อง หากเป็นลูกหมาที่มีอายุน้อยกว่า 3 เดือน เชื้ออาจเข้าไปทำให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจได้ด้วย
 
     พูดถึงวิธีการรักษา ปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ฆ่าเชื้อโดยตรงนะครับ มีการทดลองนำยา Oseltamivir (Tamiflu™) ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 มาใช้ โดยใช้ป้อนวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน เพื่อลดความสามารถในการผ่านของเชื้อไวรัสเข้าสู่ crypt cells ของลำไส้เล็ก และลดการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียในทางเดินอาหาร ไม่ให้สร้าง endotoxin มากขึ้น แต่ยานี้ก็ไม่ได้ฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรง และมีผลข้างเคียง คือ คลื่นไส้และอาเจียน ส่วนใหญ่จึงเป็นการรักษาตามอาการ หลักการ คือ ต้องได้รับสารน้ำเพื่อชดเชยน้ำและอิเล็กโทรไลด์ที่เสียไปจากการอาเจียนและท้องเสีย น้ำตาลเด็กโตรสเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำตาล (Hypoglycemia) ซึ่งพบได้ง่ายในลูกสุนัข ยาฆ่าเชื้อแทรกซ้อน (เชื้อแบคทีเรีย) ยาระงับอาเจียน และยาลดกรด-เคลือบกระเพาะ ฯลฯ ตามแต่อาการของสุนัขตัวนั้น ๆ
 

Dogilike.com :: ชีวิตสุดอาภัพ!! 8 โรคร้ายที่หมาข้างถนนต้องเผชิญ (ตอนที่2)

    
     ส่วนเรื่องความเชื่อที่มีการแนะนำต่อ ๆ กันมา เช่น การป้อนโยเกิร์ต น้ำมันมะพร้าว หรือฟ้าทะลายโจร ฯลฯ ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า ยังไม่มีการศึกษาในสุนัขที่ยอมรับในทางวิชาการนะครับ เป็นเรื่องเข้าใจผิดที่บังเอิญป้อนแล้วสุนัขดีขึ้นมาพอดี ซึ่งวิธีนี้อาจไม่ได้ผลกับสุนัขทุกตัว หากเราเลือกใช้วิธีนี้ก็อาจเป็นการตัดโอกาสที่สุนัขจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องตามหลักวิชาการได้ ความจริงแล้วการที่สุนัขจะหายจากโรคได้นั้น ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของสุนัข ความรุนแรงของเชื้อโรค และระดับภูมิต้านทานของตัวเองด้วย หากสุนัขได้รับการชดเชย รักษาแบบประคองอาการเป็นอย่างดี ก็มีโอกาสรอดได้ครับ โดยที่ร่างกายจะค่อย ๆ ฟื้นตัวตามลำดับ ไม่มียาวิเศษใด ๆ จะทำให้หายจากโรคทันทีแน่นอน เพื่อน ๆ สามารถอ่านบทความเพิ่มเติมได้ใน “ลำไส้อักเสบติดต่อ โรคร้ายใกล้ตัวสุนัข”
 
 

2 โรคเรบีส์ (พิษสุนัขบ้า)

 
 
     พูดถึงโรคนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก แต่หลายคนก็ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้อยู่หลาย ๆ เรื่อง เช่น เข้าใจผิดว่า พบเฉพาะฤดูร้อน ความจริงสามารถพบได้ตลอดทั้งปีนะครับ โดยติดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อ เรบีส์ (Rabies virus) ไม่ใช่เกิดจากอุณหภูมิที่ร้อนจนสุนัขบ้าคลั่ง หรือเข้าใจผิดว่า สุนัขที่ป่วยจะบ้า วิ่งไล่กัดคน ความจริงแล้วสุนัขอาจแสดงอาการแบบเซื่องซึมได้ ลิ้นมีสีแดงคล้ำ อ้าปากน้ำลายไหล มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป จนบางทีเราก็มองข้ามโรคนี้ไปเลย เพราะไม่ได้แสดงอาการอย่างที่เราเข้าใจ หรือหลายคนยังเข้าใจผิดว่า โรคนี้ติดกันเฉพาะแต่ในสุนัข เพราะชื่อโรคคือ พิษสุนัขบ้า ความจริงแล้วโรคนี้ติดได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทุกชนิด ในต่างประเทศมีรายงานว่า มีการติดโรคนี้มาจากค้างคาว ปัจจุบันนี้จึงมีการรณรงค์ให้เปลี่ยนชื่อเรียกโรคนี้ว่า โรคเรบีส์ ตามชื่อสากลไปเลย คนจะได้ไม่เข้าใจผิด 

Dogilike.com :: ชีวิตสุดอาภัพ!! 8 โรคร้ายที่หมาข้างถนนต้องเผชิญ (ตอนที่2)

    
     ซึ่งโรคเรบีส์ถือเป็นปัญหาสากลของคนทั้งโลกเลยนะครับ เพราะมันติดต่อสู่คนได้ และปัจจุบันก็ยังไม่มีวิธีรักษา ติดแล้วคือตายกับตายไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ แม้จะมีผู้คิดค้นการรักษาด้วยวิธี Coma induction เพื่อให้สมองอยู่ในภาวะ suppression ชะลอการถูกทำลาย แต่ก็ยังไม่ได้ผลในทุกราย จึงไม่แนะนำให้ใช้ อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายสูงมาก อาจไม่คุ้มเมื่อเทียบกับการป้องกัน สุนัขจรจัดที่อยู่กันอย่างอิสระ มีการต่อสู้ไล่กัดกันตามภาษา เชื้อเรบีส์ที่อยู่ในน้ำลายสุนัขที่ป่วย ก็สามารถส่งต่อติดกันได้ อีกทั้งสุนัขจรจัดเอง ก็คงไม่ได้รับวัคซีนป้องกันทุกตัวหรือไม่ได้รับวัคซีนป้องกันต่อเนื่องทุกปี อาจมีบางรายที่หลุดลอดไปบ้าง หากติดเชื้อก็มีโอกาสแพร่เชื้อต่อได้ นี่ยังไม่นับการแพร่เชื้อระหว่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ มายังสุนัขจรจัดอีกนะครับ สุนัขจดจัดจึงถือว่าเป็นสัตว์ที่มีความเสี่ยงต้องเผชิญโรคนี้เป็นอย่างมาก ก็ยังไม่รู้ว่าในปี ค.ศ. 2020 ที่จะประกาศเป็นปีปลอดเชื้อเรบีส์นั้น จะทำได้สำเร็จหรือเปล่า
 
 

3 โรคมะเร็งติดต่อทางระบบสืบพันธุ์

 
 
     ในช่วงที่สุนัขติดสัด สุนัขที่เลี้ยงในบ้านเรายังพอจัดการไม่ให้แอบหนีออกไปมีอะไรกันได้ แต่กับสุนัขจรจัดที่อยู่กันอย่างอิสระ เมื่อถึงเวลาดังกล่าว เราจะห้ามไม่ให้ไปมีอะไรนั้นเห็นทีคงยาก จึงเป็นที่มาของโรคติดต่อทางเพศในสุนัข หนึ่งในโรคเหล่านี้ที่พบได้บ่อยในสุนัขจรจัดก็คือ โรคมะเร็งติดต่อทางระบบสืบพันธุ์ หรือ Transmissible Venereal Tumor นั่นเอง

Dogilike.com :: ชีวิตสุดอาภัพ!! 8 โรคร้ายที่หมาข้างถนนต้องเผชิญ (ตอนที่2)


     โรคนี้จะติดต่อผ่านการผสมพันธุ์ การเลีย การดม หรือแม้แต่การกัดกันบริเวณที่มีเนื้องอกอยู่ ตามธรรมชาติสุนัขจะมีการเกี้ยวพาราสีกันก่อน ก็จะมีการดมกัน ก็จะได้รับเอาเซลล์เนื้อองอกนี้ไปด้วย บางตัวอาจพบเนื้องอกที่ปาก จมูกหรือลูกตาได้ แต่ส่วนมากมักจะเป็นกันที่อวัยวะเพศ เป็นได้ทั้งสุนัขตัวผู้และตัวเมีย การวินิจฉัยจำเป็นต้องเก็บเซลล์จากก้อนเนื้องอกไปย้อมสีและส่องตรวจดู หากสุนัขเป็นมะเร็งชนิดนี้ จะต้องรักษาด้วยเคมีบำบัด ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา 4-6 สัปดาห์จนกว่าก้อนมะเร็งนั้นจะยุบหายไปครับ
 
 

4 โรคไรขี้เรื้อนแห้ง

 
 
     ลองหลับตาจิตนาการภาพถึงหมาจรจัด เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนคงมีภาพสุนัขหนังกลับอยู่ในใจเป็นแน่ นั่นแหระครับ สุนัขที่กำลังป่วยเป็นโรคไรขี้เรื้อนแห้ง สุนัขที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอาการคันตามบริเวณขอบใบหู ข้อศอก ข้อเท้าหลัง หรือหน้าท้อง เกิดจากการติดตัวไรขี้เรื้อน Scabies mites ที่มักอาศัยในชั้นหนังกำพร้า โดยรอยโรคที่พบก็เป็นสะเก็ดแห้ง ๆ  มีตุ่มแดง ขนร่วง หากเป็นนาน ๆ ก็จะพบผิวหนังแห้งหนา ที่เราเรียกว่า สุนัขหนังกลับขนเกรียน สุนัขที่ป่วยสามารถนำโรคไปติดยังสุนัขตัวอื่น ๆได้ จากการเล่นสัมผัสคลุกคลี บางที่สะเก็ดร่วงปลิวจากตัวสุนัขลงพื้น แล้วบังเอิญมีสุนัขอีกตัวมานอนเกลือกกลิ้งตรงพื้นนั้นพอดี ก็มีโอกาสติดต่อสู่กันได้
 

Dogilike.com :: ชีวิตสุดอาภัพ!! 8 โรคร้ายที่หมาข้างถนนต้องเผชิญ (ตอนที่2)

    
     การตรวจวินิจฉัยง่าย ๆ ในเบื้องต้นเราสามารถทำการทดสอบปฏิกิริยาที่เรียกว่า Pinna-pedal reflex test โดยใช้มือบีบนวดที่ใบหูเบา ๆ สุนัขที่ป่วยจะยกขาหลังข้างเดียวกับที่กำลังถูกบีบนวดขึ้นมาเกาหูอย่างทันที วิธีนี้เชื่อถือได้ 70% โดยทำการตรวจร่วมกับวิธีการขูดตรวจผิวหนังเพื่อหาตัวไรขี้เรื้อนแห้ง สุนัขที่ป่วยสามารถรักษาได้หลายวิธี มีทั้งยาฉีด ยาหยอดหลังหรือยากินตามแต่คุณหมอจะพิจารณา  เพื่อน ๆ สามารถอ่านบทความเพิ่มเติมได้ใน “โรคไรขี้เรื้อนในน้องหมารักษากันอย่างไร”
 
 
     อ่านบทความทั้งสองตอนนี้จบแล้ว เพื่อน ๆ ก็คงจะรู้แล้วนะครับว่า น้องหมาข้างถนนไร้บ้านนั้นต้องเผชิญกับโรคร้ายอะไรบ้าง นี่ยังไม่รวมกรณีที่น้องหมาถูกทุบตี ทำร้าย ได้รับอุบัติเหตุต่างๆ แถมยังโดนวางยาเบื่ออีก แต่ละปีมีน้องหมาไร้บ้านต้องจบชีวิตลงอย่างน่าสงสาร

     ปัญหาสุนัขจรจัดนั้นมีมานาน และคงไม่หมดลงไปง่าย ๆ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย อย่างน้อย ๆ ก็ควรเริ่มที่ตัวเราก่อน เริ่มต้นจากการเลี้ยงสุนัขอย่างรับผิดชอบ ปลูกฝังความเข้าใจว่า วัดและที่สาธารณะต่าง ๆ ไม่ใช่ที่สำหรับทิ้งสุนัข และข้างถนนก็ไม่ใช่ที่สำหรับเลี้ยงสุนัขเช่นกัน ควรหาที่จัดเตรียมให้สุนัขอยู่เฉพาะ เพราะปัญหาสุนัขจรจัดไม่ได้เกิดจากสุนัข แต่เกิดจากมนุษย์อย่างเรา ๆ ดังนั้นถ้าจะแก้ปัญหาสุนัขจรจัด ก็คงต้องแก้ปัญหาที่ตัวเราก่อน...เพื่อน ๆ ว่าจริงไหมครับ





บทความโดย หมอต้น ด็อกไอไลค์
น.สพ.ธีรภาพ มุสิกานนท์
 
 
รูปภาพประกอบ
http://img.webmd.com/dtmcms/live/webmd/consumer_assets/site_images/articles/health_tools/mistakes_pet_owners_make_slideshow/photolibrary_rm_photo_of_abandoned_dog.jpg
http://jonathan-clark.com/wordpress/wp-content/uploads/2014/08/india-homeless-dog-sleeping-on-each-other-photo-by-jonathan-clark.jpg
http://s3.amazonaws.com/rapgenius/dog%20foaming%20at%20the%20mouth.JPG
http://1.bp.blogspot.com/-CqWU-VB5ljA/UuV9UybiHUI/AAAAAAAACPU/GsbWzWU4Fgs/s1600/TVT.jpg
http://cdn.shopify.com/s/files/1/0316/8657/files/mange-demodex-dog-178392245.png?7150